บันทึกประจำวัน
โครงการESTATE
ขณะอยู่ที่ญี่ปุ่น
ของ
นาย อัธยา ประสิทธิพรม (Joichi)
วันที่ 23 มกราคม ถึง วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550
>> ดูบันทึกของเดือนมีนาคม <<
วันที่
23 มกราคม
50
วันนี้ตอนเครื่องลงเกือบจะอาเจียนเพราะเป็นโรคกลัวเครื่องบินมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว แถมแอร์ยังเอาอาหารมาให้ตอนเครื่องจะลงอีก กระเพาะมันเลยย่อยไม่ทัน หลังจากลงจากเครื่องก็ไม่มีอะไร ต.ม.ก็แค่สงสัยว่ากล่องไวโอลินใส่อะไรไว้เท่านั้นเอง พอออกมาก็มีผู้หญิงมารับไปขึ้นรถบัส ของเยอะกันมากจนน่าอายเหมือนกันระหว่างทางไปศูนย์เอโอทีเอสเห็นบ้านเมืองเค้า ค่อนข้างสะอาดแต่ก็มีขยะบ้าง ประปราย ทางซ้ายเป็นทะเล ดูเหมือนจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมเพราะมีโรงงานปล่อยควันกับไอน้ำมากมาย ส่วนทางขวาดูเหมือนจะเป็นที่อยู่อาศัยซะมากกว่า พอมาถึงที่ศูนย์ก็ได้รับการต้อนรับดีมาก ผมเผลอหลับไปจนเที่ยงเพราะมึนจากการนั่งเครื่องบินอยู่ อาหารมื้อแรกที่นี่ค่อนข้างอร่อยแต่สำหรับคนลิ้นหนาอย่างผมต้องถือว่ารสอ่อนไปหน่อย หลังจากนั้นก็พวกเราสิบสองคนก็ไปนั่งรถไฟไปนิฮอนบาชิแหล่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กัน ค่อนข้างไกลพอสมควร มีของขายมากมายแต่ราคาไม่น่าแตะเท่าไร แผงมาก ผมซื้อแค่ หัวแปลงปลั๊กไฟ กับ สว่านมือเล็กๆเท่านั้นเอง ขากลับก็แวะที่ร้านเก้าสิบเก้า ซื้อน้ำแอ็ปเปิลกับขนมชูครีม(ใกล้หมดอายุ)มาด้วย ไว้กินตอนดึก หลังมื้อเย็นพวกเราก็แยกแยกกันพักผ่อนนอนหลับ ผมอ่านหนังสือเตรียมสอบภาษาญี่ปุ่นจนถึงห้าทุ่มถึงเข้านอนด้วยความอ่อนเพลียไป

วันที่
24 มกราคม
50
วันนี้ตื่นตอนเจ็ดโมงครึ่ง อาบน้ำแล้วลงไปกินข้าวต้ม รสชาติก็โอเคแต่ขาดน้ำปลาไปหน่อย หลังจากนั้นก็ไปปฐมนิเทศ ดันมีคนมาสายซะได้ เสียชื่อจริงๆ หลังอาหารเที่ยง (แฮมเบอร์เกอร์แบบญี่ปุ่น)ก็มีสอบวัดระดับความรู้ ส่วนใหญ่ค่อนข้างง่าย แต่จะยากที่การฟังกับคันจิ(เช่นเคย) สอบเสร็จก็ไปเล่นบาสกัน เหนื่อยมากแต่เหงื่อไม่ค่อยออกเท่าไรเลย หลังข่าวเย็นพวกเราก็ไปซื้อของที่ร้านเก้าเก้าเช่นเดิม ตอนกลับเจอพวกวัยรุ่นขี่จักรยานมา ตะโกนว่าหนวกหูโว้ย ก็เลยได้คิดว่าญี่ปุ่นก็มีคนไม่ดีด้วยเนอะ กลับมาก็อ่านหนังสือและดูรายการอะไรไม่รู้เกี่ยวกับดาราสาวสวยจนดึกจึงนอนหลับไป
วันที่
25 มกราคม
50
วันนี้ตื่นมาก็ไปกินข้าวแล้วก็ไปเล่นไวโอลินที่โรงพละเพราะคิดว่าคงเก็บเสียงได้ดี หลังจากนั้นก็ไปอบรมเบื้องต้นจนถึงเที่ยงก็ลงมากินข้าวแล้วแยกย้ายไปตามห้องที่ได้จากผลการสอบ ปรากฏว่าผมได้อยู่ห้องเดียวกับปุ๋ยและพี่กังกับพี่เชดเช่นเคย หน้าเดิมๆไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเท่าไร ใจจริงอยากเรียนกับสาวเกาหลีหรือจีนมากกว่าอะนะ ตอนเรียนก็ไม่มีอะไรมากเน้นสนทนากับ WBT: Web Base Training มากกว่า เรียนกันเสร็จผมก็ออกไปวิ่ง แต่ไปถึงแค่รางรถไฟหลังมหาลัยโอซาก้าเท่านั้นเอง เพราะเห็นว่าหลังจากนั้นเป็นย่านการค้า กลัวจะไปวิ่งชนคนอื่นก็เลยวิ่งกลับมาแล้วไปก็อาบน้ำกินข้าว หลังจากนั้นก็มาเขียนจดหมายถึงคุณยามานิชิ ขอบคุณเรื่องที่อุตสาห์เอาเงินมาให้ หลังจากพยายามแหกตาจะดูโชว์ลามกตอนตีสองแต่ก็ไม่เห็นมีอะไรจึงง่วงหลับไป
วันที่26
มกราคม
50
วันนี้ตื่นสายเพราะเมื่อวานดันแหกตารอดูรายการลามกแต่ดันไม่มี
หลังจากกินข้าวต้มอันแสนจืดชืดก็ไปเรียน
วันนี้ก็เน้นการสนทนาเช่นเคยแต่มีการบ้านให้ทำอยู่สามบท
หลังจบการเรียนก็ไปเที่ยวโอซาก้ากัน คุณนากะผู้ประสานงานกับคุณรสรีนไปดู

วันที่27
มกราคม
50
วันนี้ตื่นสายกว่าเมื่อวานเพราะนอนดึกมากๆเลยไม่ทันได้กินข้าวเช้า ตื่นมาก็ไปเรียนเลย วันนี้ได้หนังสือกับวิทยุแล้ว พร้อมด้วยการบ้านอีกเพียบ ตอนเที่ยงหิวมากจึงกินซะเหมื่อนตายอดตายอยากมานานนม เสร็จแล้วก็ทำการบ้านแล้วก็คุยMSNกับน้องสาว ตอนบ่ายสี่โมงก็ลองมาทำWBTไปสองบท แล้วก็ออกไปวิ่งข้างนอก คราวนี้ไปสวนสาธารณะด้านหลัง มีเด็กๆ ญี่ปุ่นมาเล่นว่าวอยู่สองสามคนด้วย หลังจากกินอาหารเย็นเสร็จแล้วก็ไปร้าน99เช่นเคยพร้อมกับปุ๋ยแล้วก็ซื้อข้าวปั้นลดราคามาด้วยสองกล่อง ระหว่างทางกลับมาก็เห็นพวกพี่กังกำลังเล่นปาจิงโกะอยู่ เห็นแล้วรู้สึกเสียดายตังค์จังเลยแต่ก็เป็นเรื่องของเค้าอะนะ จำได้สมัยเด็กๆ กว่าจะได้เงินไปซื้อนมถุงกินต้องเก็บเงินวันละบาทสามวันถึงจะได้กิน โตมาก็เลยเป็นคนงกละมั้ง เรื่องนั้นช่างเหอะ หลังจากกลับมาศูนย์ก็ไปแลกคุกกี้ ไอติมและชากระป๋องมากิน(เนื่องจากไม่ได้กินมื้อเช้าจึงเอาบัตรอาหารไปแลกของกินได้) กินเสร็จแล้วก็ได้คิดว่า ถ้าอดมื้อเช้าแล้วไปแลกของกินมาเก็บไว้ขายตอนมี free market ก็คงจะดี หลังจากนั้นก็ขึ้นห้องเขียนไดอารี่แล้วก็อ่านหนังสือ แล้วก็นอนหลับไป
วันที่
28 มกราคม
50
วันนี้ตื่นสายได้เพราะเป็นวันอาทิตย์ หลังจากนั่งโหลดโปรแกรมไวรัสเสร็จก็กินข้าวปั้นลดราคาสี่ก้อนที่ซื้อมาสองก้อน แล้วจึงห่อที่เหลือกับคุกกี้ที่ไปแลกมาพร้อมกับชาอูหลงกระป๋องเตรียมออกไปเดินเที่ยวเมืองเพราะไม่ต้องเสียตังค์ พอถึงตอนเที่ยงก็ออกเดิน อากาศค่อนข้างอุ่นกว่าวันก่อนๆ แต่เวลามีลมเย็นๆพัดมาก็หนาวพอสมควร เป้าหมายแรกคือศาลเจ้าคานอน เดินไปสักประมาณสามสิบนาทีก็รู้ตัวว่า หลงแล้วสิตู ยืนดูแผนที่อยู่สักพักถึงรู้ว่าเลี้ยวผิดซอย กลับไปเริ่มใหม่แล้วก็เดินไปถึงจนได้ ตอนแรกหาทางเข้าไม่เจอ เดินวนๆอยู่สักพักก็เจอทางเข้า เห็นคนเข้าไปเยอะแยะเลยงงว่า ไหนบอกว่าญี่ปุ่นไม่เข้าวัดเข้าวากัน พอเข้าไปก็รองน้ำล้างมือ(ตามชาวบ้านเค้า) มีคนรอคิวซื้อของคล้ายๆเครื่องรางหรือเซียงซีเต็มไปหมด ถัดมาก็มีกระถางธูปควันคลุ้งไปหมดเลย คนญี่ปุ่นเข้าไปกวักควันเข้าหาตัวกัน เข้าใจว่าแค่ควันบุหรี่คงไม่ซะใจพอ ต้องอัดควันธูปด้วยละมั้ง หลังจากถ่ายรูปไปสามสี่รูปกล้องเจ้ากรรมดันถ่านหมดซะงั้น ก็เลยต้องเดินกลับ ขากลับผ่านโรงอาบน้ำสาธารณะ(ที่มีอักษรตัวยุอยู่หน้าร้าน)จู่ๆก็มีเด็กๆเข้าถาม ตอนแรกก็งงๆ แต่ก็ฟังออกว่าเข้ามาถามว่า รู้เวลามัยครับ ก็เลยให้เค้าดูนาฬิกาข้อมือ พอเด็กผู้ชายดูเสร็จก็บ่นๆเหมือนว่าสายแล้ว เด็กผู้หญิงก็พูดขอบคุณ เท่าที่เห็นนี่ เค้าคิดว่าผมเป็นคนญี่ปุ่นเหรอไงเนี่ย แต่เด็กๆก็น่ารักดีนะ พอเดินมาถึงสวนสาธารณะ ผมก็แกะข้าวปั้นมากิน ตบด้วยคุ้กกี้แล้วก็ชา ระหว่างกินก็ดูเค้าเล่นเบสบอลกัน บอกตามตรงว่าไม่เห็นมันสนุกตรงไหน โยนลูกบอลแล้วก็วิ่งไปๆมาๆ กินเสร็จก็เดินข้ามรางรถไฟไปดูหน่อย เท่าที่เห็นก็เป็นย่านที่อยู่อาศัยแต่ไม่ค่อยมีคนออกมาเดินเท่าไรเลย เงียบยังกะ Silent Hill พอรู้สึกว่ามันคงไม่มีอะไรแล้วมั้งก็เดินกลับมา ขากลับก็แวะดูร้านดอกไม้หน่อย แล้วก็กลับมานอนหลับที่ห้อง พอซักหกโมงก็ลงไปเล่นบาสเก็ตบอล ขึ้นมาก็อ่านหนังสือกับทำ FPGA พยายามจะเอา Picoblaze ลงอยู่แต่ไม่ค่อยมีเวลาเท่าไร เพราะต้องเขียนไดอารี่กับทำแบบฝึกหัด ดึกแล้วก็นอนหลับไป

วันที่
29 มกราคม
50
วันนี้ตื่นแต่เช้าลงไปทานข้าวแล้วก็ไปซ้อมไวโอลินที่โรงพละ หลังจากนั้นก็ไปเรียน วันนี้เรียนเกี่ยวเรื่องรูปสภาพของสกรรมแล้วก็รูปทำเตรียมไว้ หลังจากข้าวเที่ยงก็เรียนคันจิต่อ ผมกับปุ๋ยต้องเรียนคันจิสามร้อยตัวหลัง ส่วนพี่เชดกับพี่กังก็เรียนแบบร้อยตัวหน้า หลังเรียนเสร็จก็เอากางเกงมวยไทยให้พี่เหล็กเพื่อใช้ในการแสดงที่จะจัดขึ้นในวันเทศกาลอาหารโลก หลังจากเล่นบาสเกตบอลเล็กน้อยผมก็ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อนๆ ร้องไปหลายเพลง ทั้งเพลงไทย ฝรั่ง และญี่ปุ่น เพลงสุดท้ายของวง GLAY เล่นเอากล่องเสียงแทบแตก หลังจากขึ้นห้องมา ถึงได้รู้ว่าลืมแผ่นคาราโอเกะที่พกมาจากเมืองไทยไว้ในเครื่อง คงต้องไปถามเอาคืนพรุ่งนี้ละมั่ง หลังจากนั้นก็อ่านหนังสือและเขียนไดอารี่ก่อนจะเข้านอนหลับไป
วันที่
30 มกราคม
50
วันนี้อาหารเช้าเป็นแพนเค้กกับไข่หวาน แอบขโมยไข่ต้มมากินที่ห้องสองฟอง กินข้าวเสร็จก็ไปเอาแผ่นซีดีคืนแล้วก็เข้าเรียน วันนี้ระหว่างที่เรียนภาษาญี่ปุ่นมีนักศึกษาภาษาญี่ปุ่นมาดูการเรียนการสองด้วย ตอนเช้ามีหนึ่งคนตอนเย็นมีอีกสองคน การเรียนค่อนข้างสนุกดี ก่อนที่นักศึกษาจะกลับ ผมก็วานให้พี่เชดช่วยเขียนชื่อของนักศึกษาที่มาฝึกงานให้เป็นภาษาไทย รู้สึกว่าเค้าจะดีใจกันมากๆๆๆ(โอเวอร์นิดๆ)ตอนเย็นก็ออกไปวิ่งถึงห้างจัสโก้ค่อนข้างไกลพอสมควร ต้องข้ามสะพานไปสองสะพาน ขากลับก็ดันหลงซะอีกแนะ โดนหมาเห่าด้วย โชคดีที่เจอพี่เอกับต่ายวิ่งกลับมาถึงได้รู้ว่ากลับมาถูกทางแล้ว หลังข้าวเย็นพวกเราก็คุยกันเรื่องการแสดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 16 ก.พ. ได้ข้อสรุปว่าจะโชว์มวยไทยกัน พรุ่งนี้จึงจะเริ่มซ้อมคิวกัน ขึ้นห้องมาก็เขียนไดอารี่แล้วก็ทำการบ้านต่อจนดึก ถึงได้เข้านอน
วันที่
31 มกราคม
50
วันนี้อาหารเช้าเป็นข้าวต้ม จืดอีกเช่นเคย แอบขโมยไข่ต้มขึ้นห้องไปอีกสองใบ หลังจากเรียนคาบเช้าเสร็จก็กินข้าวเที่ยงและเตรียมตัวไปที่นารา ตอนแรกคิดว่าไปดูวัดดูวาซะอีก แต่จริงๆแล้วเค้าให้ไปศูนย์การเรียนรู้เรื่องภัยพิบัติของญี่ปุ่น มีคนมาสายอีกเช่นเคย หลังจากพร้อมแล้วก็ออกเดินทางโดยใช้ทางด่วนไปประมาณเกือบชั่วโมงก็มาถึงศูนย์ที่นารา เจ้าหน้าที่สาว(สวย)ก็พาพวกเราทั้งหมดไปดูการรักษาตัวรอดเป็นยอดมนุษย์ของคนญี่ปุ่นกัน เริ่มด้วยการใช้ที่ดับเพลิงโดยมีภาพไฟไหม้ขึ้นที่หน้าจอและให้พวกเราใช้ที่ดับเพลิงที่บรรจุน้ำฉีดใส่ ถ้าถูกที่ก็จะดับอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็ไปดูการหนีภัยจากไฟไหม้ โดยให้หาผ้าชุบน้ำอุดจมูกแล้วก้มต่ำ ซึ่งก็มีการให้เราได้ลองเข้าไปในห้องมืดที่เต็มไปด้วยควันสีขาวที่เค้าว่าสูดดมได้ไม่เป็นอันยัง พอเข้าไปก็มองอะไรไม่เห็นเลยมืดมากจนมองไม่เหมือนตัวเองด้วยซ้ำก็เลยเดินตามๆชาวบ้านเค้าไป ในที่สุดก็ออกมาได้ พอทุกคนได้ลองดูกันหมดแล้ว ก็ไปดูส่วนของไต้ฝุ่นกัน เจ้าหน้าที่บอกว่าประมาณเดือนก.ย ถึง ต.ค จะเป็นช่วงของภายุใต้ฝุ่นให้ระวังให้ดี โดยความแรงของภายุจะแบ่งออกเป็น
|
ความเร็วลม (m/sec) |
ระดับความรุนแรง |
|
10 |
ห้ามถือร่ม |
|
15 |
กระจก,ป้าย,หลังคาจะปลิว |
|
20 |
ผู้หญิงเดินข้างนอกไม่ได้ |
|
30 |
บ้านพัง,หน้าต่างปลิว |
|
50-60 |
อันตรายมาก ไม่ควรออกไปข้างนอกบ้าน |
นอกจากนี้ยังบอกว่าไม่ควรหลบพายุที่ชั้นหนึ่งหรือชั้นใต้ดินของอาคารเพราะอาจเกิดน้ำท่วมได้ หลังจากอธิบายเสร็จ พวกเราก็ได้ลองเข้าอุโมงค์ลมทดสอบความเร็วลมที่ 20 m/sec สำหรับผมก็ยืนได้สบายๆเพราะอยู่แถวหลังๆ พอทุกคนได้ลองเสร็จก็ได้ไปดูความรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหวของญี่ปุ่น เค้าบอกว่าคนญี่ปุ่นแบ่งแผ่นดินไหวเป็น 7 ระดับความรุนแรงโดยไม่ได้ใช้มาตราริกเตอร์เหมือนฝรั่ง
โดยมีระดับดังนี้
|
ระดับการไหว |
ความรุนแรง |
|
1-3 |
อ่อนๆ |
|
4-5 |
กลางๆ |
|
6-7 |
รุนแรงมาก (เหมือนที่โกเบ) |
แถมยังบอกอีกว่า ว่ากันว่าในอีกสามสิบปีจากนี้ อาจเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นในญี่ปุ่นอีกก็ได้ ขู่เสร็จแล้วพวกเราก็ได้ลองนั่งเครื่องจำลองแผ่นดินไหวดู เป็นเครื่องที่คล้ายๆกับเครื่องเล่นในสวนสนุกโดยจำลองห้องมาห้องหนึ่งและระหว่างที่แผ่นดินไหวอยู่ก็จะมีภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นบนหน้าจอด้วย โดยผมได้ลองที่ระดับเจ็ดซึ่งก็ค่อนข้างจะรุนแรงกว่าที่คิดไว้ที่เดียว เสร็จแล้วพวกเราก็ได้รับการบอกกล่าวว่าไม่ต้องไปวิตกจริตให้มากความไปนัก แต่ส่วนตัวผมก็คิดว่าระวังไว้ก่อนจะดีกว่า และการมาดูการเกิดภัยพิบัติในครั้งนี้ทำให้รู้ว่า บ้านเราน่าอยู่กว่าเยอะทีเดียว หลังจากกว่าขอบคุณเจ้าหน้าที่แล้วพวกเราก็กลับกัน ระหว่างทางพวกเราหลับกันเกือบหมด คงจะเป็นเพราะกินมากไปเลยง่วง กลับมาเสร็จผมก็นอนพักหน่อยนึงก่อนจะไปซ้อมมวยกับพวกพี่เหล็กเพื่อใช้ในการแสดง เสร็จแล้วก็กินข้าวแล้วก็ขึ้นมาเขียนไดอารี่กับทำการบ้านจนดึกจึงได้ลาไปบรรทม


วันที่
1 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ไม่กินข้าวเช้าเพราะอยากนอนให้เต็มอิ่มจะดีกว่าสำหรับการเรียน ตอนเช้าปุ๋ยแยกไปเรียนระดับกลางคนเดียว เหลือพวกเราสามคนเรียนกันตามลำพัง ตอนเที่ยงกินข้าวเสร็จก็ขึ้นมานอนพักหน่อยแล้วก็กลับไปเรียนต่อ วันนี้มีนักเรียนที่ฝึกเป็นอาจารย์มาเรียนด้วย เป็นผู้ชายอายุมากพอสมควร หลังจากเรียนไปสักพักก็ไปคุยกับนักเรียนที่ฝึกเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นต่อที่โรงอาหาร ผมได้คุยกับผู้หญิง ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะชื่อ ยามาโมริ ริทโกะ ละมั้ง คุยกับหลายเรื่องมาก แต่ส่วนใหญ่ผมจะไม่คอยรู้เรื่องเพราะเค้าใช้ศัพท์แบบที่ไม่เคยเรียน แต่พอฟังออกเป็นคำๆ แล้วก็มาปะติปะต่อเอาเอง ก็คุยเรื่อง ไวยากรณ์ อนิเม ดินฟ้าอากาศ ดิสนี่ย์แลนด์ กระเทยไทย แล้วก็จบที่เรื่องวัดไทยในญี่ปุ่น คุยกันเสร็จผมก็ไปวิ่งด้านนอก ข้างนอกหนาวมากกว่าทุกวันได้ยินมาว่าพรุ่งนี้อาจมีหิมะตกก็ได้ หลังจากวิ่งข้ามสะพานไปถึงห้างจัสโก้เสร็จแล้วก็เดินกลับมาเล่นบาสต่อที่โรงยิมก่อนจะไปกินข้าวแล้วก็ไปดูวิดิโอของพี่เหล็กที่เป็นการแสดงมวยไทยของคนไทยที่มาก่อนหน้านี้ พวกเราก็เลยตัดสินใจจะให้มีการไหว้มวยเสร็จแล้วก็จะมีการแสดงการชกให้ดูกันอีกที ประชุมกับเสร็จแล้วผมก็กลับไปแลกขนมกับไอติมมากิน ตอนกินไอติมโดนป้าที่บาร์แซวว่าหนาวเหรอเพราะเห็นว่าผมทำท่าสั่นๆ ก็เลยตอบเค้าไปว่าหนาวครับ กินเสร็จแล้วก็ขึ้นมาทำการบ้าน อ่านหนังสือ แล้วก็เขียนไดอารี่ก่อนจะเข้านอนไป จบไปอีกวัน
วันที่
2 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ตื่นตอนเช้าไปกินข้าวตอนแปดโมงแล้วก็เอาไข่ต้มมาอีกสองฟองไว้กินตอนดึก กินเสร็จก็ไปซ้อมไวโอลินที่โรงพละแต่วันนี้ดันมีเจ้าหน้าที่มาทำความสะอาดก็เลยซ้อมไม่ค่อยเต็มที่เท่าไร ตอนเช้าเรียนเรื่องการให้ทำตาม แล้วก็มีการพับหมวกคาบูโตะจากกระดาษหนังสือพิมพ์ ผมเลยใส่ไปกินข้าวเที่ยงซะเลย มีคนสนใจหลายคน เค้าคงหาว่าไอ้บ้านี่ไม่ค่อยจะเต็มละมั้ง กินเสร็จก็เป็นการฝึกเรื่องที่เรียนมา เรียนเสร็จก็ออกไปงานวัดกับพวกเพื่อนๆ แต่กล้องเจ้ากรรมดันถ่ายไม่ได้ซะงั้น ก็เลยได้แต่เดินๆดู แต่คิดว่าพรุ่งนี้จะไปอีกรอบหนึ่งให้ได้รูปกลับมา กลับมากินข้าวเย็นเสร็จก็ทำการบ้าน ฝึกเขียนคันจิ แล้วก็ดูการ์ตูนเสร็จแล้วก็เข้านอนเพราะดึกมากแล้ว
วันที่
3 กุมภาพันธ์ 50
วันนี้วันเสาร์ ตื่นตอนเจ็ดโมงกว่า ตอนกินข้าวเช้าดันตักเยอะไปหน่อยเกือบกินไม่ทันแนะ จนแล้วจนรอดหิมะก็ยังไม่ตก พอเรียนเรื่องรูปถ้า(บะ,นะระ)แล้วก็ไปกินข้าว วันนี้กินแฮมเบอร์เกอร์แบบญี่ปุ่นรสชาติก็คล้ายๆของแม็คแต่ใส่แป้งมากกว่าแล้วก็ไม่มีขนมปังก็เท่านั้น หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จแล้วก็นอนหลับไปถึงบ่ายสาม ถึงลุกมาจะไปซ้อมไวโอลินที่โรงพละ แต่มีคนเล่นอยู่ก็เลยไปถามพนักงานที่ประชาสัมพันธ์ว่าไปเล่นที่สวนสาธารณะได้ไหม เข้าใจว่าเค้าบอกว่าเล่นได้แต่ต้องเล่นเบาๆนะ ว่าแล้วก็ไปซ้อมที่สวนสาธารณะข้างหลังศูนย์ อาการเย็นมากๆ เล่นเอามือเกือบแข็งไปเลย เล่นตั้งนานก็ไม่เห็นมีคนว่าอะไรก็คงจะเล่นได้ละมั้ง ซ้อมอยู่สักสามสิบนาทีก็ทนหนาวไม่ไหว จึงกลับมานอนต่อแล้วค่อยไปเล่นบาสสักหน่อยก่อนกินข้าวเย็น วันนี้คิวยาวมาก ตอนแรกนึกว่ามีเกี้ยวซ่าซะอีกเพราะคนจีนจะต่อคิวคอยจกไปกินอย่างน่าเกลียด แต่เป็นว่ามีสาวๆญี่ปุ่นที่ใหนไม่รู้มากินข้าวกันอยู่(คิดว่าเค้ามาสัมมนากัน) แต่ละคนก็น่ารักทั้งนั้น พี่เด่นก็บอกว่าวันนี้กินเข้าเย็นอร่อยที่สุดแล้ว(เพราะวิวสวย)กินข้าวเสร็จก็ไปเดินวัดด้วยกัน มีพี่ต้น พี่เชด ปุ๋ย ไปด้วยแต่พอไปถึงก็ดันแยกกัน หลงไปไหนก็ไม่รู้ โชคดีที่เมื่อวานมาสำรวจพื้นที่ก่อนแล้วก็เลยกลับถูก วันนี้คนเยอะมากเพราะเป็นวันสุดท้ายแล้ว ก็เลยถ่ายรูปลำบากหน่อย งานวัดที่นี่ก็เหมือนกับบ้านเรา มีร้านแบบว่าให้เลือกดึงเชือกเสี่ยงเอาของ ร้านช้อนปลาทอง ร้านขายแอบเปิลกับเชอรี่เชื่อม ร้านขนมพวกปังยากิ ขนมใส้ถั่วแดง โอโคโนมิยากิ อีกมากมาย คิดว่าคงหาพวกพี่ๆไม่เจอแล้วก็เลยเดินกลับมา ระหว่างทางแวะร้านเก้าเก้าแต่ไม่รู้จะกินอะไรก็เลยไม่ได้ซื่ออะไรเลย กลับมาก็เขียนไดอารี่แล้วก็ดูแมททริกซ์ภาคสาม(ภาษาญี่ปุ่น: อาดาสันคุง Mr.Anderson )แล้วก็เข้านอน


วันที่ 4 กุมภาพันธ์
50
วันนี้วันอาทิตย์ ไอ้คุณปุ๋ยมากวนแต่เช้า กะจะให้ลองซีดีไรเตอร์ที่ใช้งานเครื่องของท่านไม่ได้มาใช้กับเครื่องผมดู วุ่นอยู่พักใหญ่ก็คอตกกลับไป หลังจากนั้นผมก็ออกไปซื้อบะหมี่สำเร็จรูปที่ห้างจัสโก้ที่ต้องข้ามสะพานไปไกลพอสมควรเพราะได้ข่าวว่าราคาถูกกว่าร้านเก้าเก้า พอไปถึงก็ลองเดินดูของหลายๆอย่าง บังเอิญไปสะดุดตากับผลไม้ของบ้านเรา ทุเรียน นั้นเอง ลองเข้าไปดูราคา โอ้แม่เจ้า !! จำไม่ได้ว่าเท่าไรเพราะความช็อค แต่ที่แน่ๆเกินพันบาทครับผม อยากกินแต่ทำใจไม่ได้ ไปหยิบบะหมี่สำเร็จรูปมาสองกล่อง รวมๆไม่เกินร้อยแปดสิบเยน แล้วก็ไปจ่ายตังค์ พนักงานคนสวยดันถามอะไรไม่รู้ ไวมากฟังไม่ทัน ด้วยไหวพริบอันยอดเยี่ยมจึงตอบกลับไปว่า กะ...ไกโกคุจินเด็ส (คนต่างชาติครับ) มานึกๆดูทำไม่ตอนนั้นไม่บอกว่าไม่รู้เรื่องก็ไม่รู้เหมือนกัน พนักงานเค้าก็ทำท่างงๆ แต่ก็พยักหน้ารู้ความ ผมก็รอดตัวไปด้วยประการฉะนี้ กลับมาซัดไปหนึ่งกล่อง ด้วยความจืดไปหน่อยเลยใส่น้ำพริกเพา พริก กุ้งป่น มะนาวพงลงไป(เอามาจากไทย)ก็ได้เป็นโซบะต้มยำกุ้ง อร่อยจริงๆ เสร็จแล้วก็ทำการบ้าน แอบนอนแวบหนึ่งแล้วก็ออกไปเล่นไวโอลินที่สวนเช่นเคย ก่อนเล่นก็ไปวาดรูปไอ้ตัวที่เหมือนสิงโตซึ่งเป็นรูปปั้นอยู่กลางสวนสาธารณะ ตอนวาดอยู่มีหมาชิสุเดินมาดมๆด้วย ดีที่มันไม่ฉี่ใส่ เสร็จแล้วก็ไปเล่นไวโอลิน กับ ขลุ่ย ไม่มีใครฟังเหมือนเคย เล่นเสร็จก็กลับมาเล่นบาสแล้วก็ซ้อมมวยไทยกับกวง วันนี้ซัดไปหลายท่า แต่เจ้ากวงรู้สึกจะฝิตจัดไปหน่อย หลังจากนั้นก็ขึ้นมาซักผ้า กินบะหมี่ที่เหลือ กับกล้วยที่พี่จิมมี่ให้มาอีกหนึ่งอัน เสร็จแล้วก็ทำการบ้านที่เหลื่อให้เสร็จ ก่อนจะเขียนไดอารี่แล้วก็เข้านอน
วันที่
5 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ตื่นแต่เช้าไปกินข้าวต้มที่จืดเหมือนเคย แล้วก็รีบไปเรียน วันนี้มีเรียนแค่คาบเช้าเท่านั้น ตอนบ่ายเป็นการอธิบายเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในญี่ปุ่น ค่อนข้างได้ประโยชน์มากที่เดียว มีเรื่องเกี่ยวกับมารยาทที่ยังไม่รู้อีกมาก แต่ก็รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นนี้มันออกจะแปลกๆ ยังไงชอบกลเหมือนกัน แต่ก็ช่างเถอะ หลังจากนั้นก็เป็นการอธิบายเรื่องการทำกิจกรรม วอร์คแรลลี่ ที่จะมีขึ้นในวันพุทธหน้า ท่าจะมันเหมือนกัน หลังจากนั้นก็กินมื้อเย็น วันนี้มีโอโคโนมิยากิเวอร์ชันใส่แต่ผักมาให้ลองกิน กินกันอิ่มแล้วก็ขึ้นมาอาบน้ำอ่านหนังสือแล้วก็เขียนไดอารี่ ก่อนจะเข้านอนไป
วันที่
6 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ไม่กินเข้าเช้าเพราะอยากจะนอนให้พอ ก็เลยกินแค่ไข่กับขนมปังที่แอบมาตุนไว้เท่านั้น หลังจากนั้นก็ลงไปเรียนคาบเช้า วันนี้เรียนเรื่องรูปถูกกระทำ กินข้าวเที่ยงแล้วก็เรียนคาบบ่ายเป็นการทบทวนทั่วๆไป หลังจากเลยตั้งใจจะไปเล่นบาสซักหน่อยแต่ก็มีคนจีนกับเวียดนามมาเล่นแบตมินตันซะเต็มพื้นที่ไปหมด ก็เลยหงุดหงิดออกไปวิ่งข้างนอกซะเลย ในใจก็ได้แต่คิดว่าพวกนี้มันขยันแต่ไม่รู้จักคำว่ามารยาทกับแบ่งบันเท่าไรเลยนะ หลังจากนั้นก็กลับมาซ้อมมวยไทยกับกวงต่อ โดยวันนี้มีพี่กอล์ฟจากคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งมาช่วยรำดาบให้ด้วย คิดว่าการแสดงของเราคงจะสมจริงน่าดูเหมือนกัน หลังจากนั้นก็กินเข้าเย็นแล้วก็กลับขึ้นมาซักผ้า อาบน้ำแล้วก็ทำการบ้าน แต่แผ่นการบ้านดันหายไป ปรากฏว่าคุณปุ๋ยดันขโมยไปซะได้นี่ ทำการบ้านเสร็จก็อ่านหนังสือต่ออีกนิดหน่อยก่อนจะเข้านอนไป
วันที่
7 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ตื่นตอนเกือบแปดโมงแล้วก็ลงไปกินข้าวพร้อมกับอ่านบทสนทนาไปด้วยเพราะมีการทดสอบด้วย กินเสร็จก็ไปเรียนเลย หลังจากเรียนเสร็จก็ลงมากินข้าวแล้วก็ขึ้นมานอนพักก่อนสักหน่อยแล้วจึงไปนั่งรอสัมมนาที่ห้อง วันนี้มีคนญี่ปุ่นมาพูดเรื่องวัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่น ชื่อ Mr.Kawamura Hidetoshi รู้สึกจะทำงานที่พานาโซนิกตั้งแต่หนุ่มจนเกษียณอายุเลย เรื่องที่พูดส่วนใหญ่ก็เป็นพวกแนวคิดประเภท ห้าส. , Monunication อะไรทำนองนี้แหละ สัมมนาเสร็จก็นอนพักแป็บหนึ่งแล้วก็จะลงไปเล่นบาสซะหน่อย แต่ก็เหมือนเดิน พวกเวียดนามมาจองเล่นแบ็ตกันเต็มอีกแล้ว เซ็งจริงๆ สนามตั้งกว้าง มันจะเล่นที่เดียวหมดไปทำไมก็ไม่รู้ ก็เลยออกไปวิ่งข้างนอกท้าลมหนาวมันซะเลย กลับมาก็ซ้อมมวยกับกวงต่อ แต่วันนี้ท่าทางมันหงอยๆยังไงชอบกล ดูเหมือนไม่ค่อยอยากต่อยซะงั้น ซ้อมเสร็จก็ไปอาบน้ำกินเข้าแล้วก็ขึ้นมาทำการบ้าน คัดคันจิ เสร็จแล้วก็เขียนไดอารี่ก่อนจะเข้านอนไป
วันที่
8 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ตื่นสายจนไปกินเข้าไม่ทันเพราะเมื่อคืนมัวแต่คัดคันจิอยู่จนดึก ก็เลยไปเรียนทั้งๆที่ไม่ได้กินอะไรไปเลย ทำให้หิวมากจึงต้องขอกินส้มของพี่เชดไปหนึ่งลูก ตอนเช้าเรียนเรื่องรูปโนะเดะ เสร็จพอถึงตอนเที่ยงก็เลยซัดซะเต็มที่ ตอนบ่ายเรียนไปหน่อยก็สอบคันจิแล้วก็ไปสนทนากับคนญี่ปุ่น ผมได้คุยกับคุณป้าชื่อ AKINA Sueko อายุท่าทางจะมากพอดู ก็คุยกันหลายๆเรื่องทั้งเรื่องของญี่ปุ่น เมื่องไทย พระของญี่ปุ่นกับของไทยต่างกันยังไง กิโมโนกับยูกาตะ อะไรแบบเนี่ย รู้สึกว่าจะฟังได้ออกมากขึ้นแล้วละ เสร็จแล้วก็กลับมาเรียนต่อที่ห้อง ตกเย็นก็นึกอยากลองดูว่าที่เค้าบอกว่า คนญี่ปุ่นมองคนที่การแต่งกาย ถ้าแต่งกายดูดีคนอื่นก็จะนับถือ ก็เลยลองใส่สูทไปซื้อบะหมี่สำเร็จรูปดู !!! เท่าที่ลองสังเกตดูก็ไม่ค่อยแตกต่างเท่าไร แต่ว่าตอนกลับมาจากห้าง ก็มีคนญี่ปุ่นท่าทางเป็น Salary man เดินผ่านมา เค้าก็โค้งให้ผมซะงั้น งงเลย เดินใส่ชุดกันหนาว(โทรมๆสีชมพู)ไม่เคยมีใครมอง แต่พอใส่สูทปุ๊บก็มีคนโค้งให้ปั๊บเลย แถมพอใกล้จะถึงศูนย์ มีผู้หญิง(สวย)ขี่จักรยานสวนมา ก็ยิ้มให้ด้วย ซะงั้น ก็แปลกดีเหมือนกัน แต่ก็ยังสรุปไม่ได้หรอกว่าเค้ามองกันที่ภายนอกจริงๆ พอมาถึงก็ไปซ้อมคิวบู๊กับกวง สองรอบก่อนจะไปกินข้างเย็น แล้วก็ขึ้นมาซักผ้า ทำการบ้าน ก่อนจะเข้านอนตอนดึกๆ
วันที่
9 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ตื่นตามปรกติแล้วก็ไปกินข้าวเช้า เสร็จแล้วก็ไปเรียนเลย ตอนเที่ยงพอดีมีเมนูปลาก็เลยเอาน้ำพริกกะปิที่ตำไว้เมื่อคืนมากินด้วย เป็นวันแรกที่กินข้าวไปถึงสองชาม เพราะได้น้ำพริกช่วยให้เจริญอาหารขึ้นเยอะ ตอนบ่ายก็เรียนสนทนาแล้วก็มีให้ไปสัมภาษณ์น้องตาโตด้วย(น้องตาโตคือฉายาของประชาสัมพันธ์สาวสวยคนหนึ่งของKKC) ผมก็ถามเธอว่า มีเรื่องประหลาดใจอะไรบ้างเกี่ยวกับคนไทยบ้าง เธอก็คิดอยู่นาน ถึงได้ตอบมาว่า แปลกใจที่คนไทยกินจักจั่นด้วย (รู้ได้ไงเนี่ย) ตกเย็นก็ขึ้นมานอนพักหน่อยนึงก่อนจะไปรอซ้อมมวยกับกวง เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวมื้อเย็น วันนี้เป็นสุกี้ยากี้แบบญี่ปุ่น(เนื้อวัวกับผัก หวานไปหน่อย)เสร็จแล้วก็กลับขึ้นมาอาบน้ำ อ่านหนังสือแล้วก็เข้านอน
วันที่
10 กุมภาพันธ์
50
วันนี้กินข้าวช้าวเสร็จก็ไปเรียนคาบเช้าเสร็จแล้วก็ไปกินเที่ยง จากนั้นก็ไปซื้อของที่ห้างจัสโก้กับพี่กังแล้วก็คุณปุ๋ย กว่าทั้งสองท่านจะไปกันได้ก็ใช้เวลาพอสมควรเพราะเล่นไปถ่ายนู้นถ่ายนี่อยู่เรื่อยแถมยังแวะไปดูในสุสานด้วย พอไปถึงก็ไปดูที่ร้านหนังสือชั้นสี่ มีหนังสือมากที่เดียว แต่ราคาก็อย่างว่าอะนะ ผมเล็งๆหนังสือนิตยสารเกี่ยวกับหุ่นยนต์,สอนเขียนการ์ตูน,สอนเล่นโกะอยู่ กะว่าตอนไปทำ walk rally ที่เด็นเด็นทาว์นก็จะไปเดินหาซื้อที่ร้านหนังสือมือสองอีกที (เล่มละแค่ร้อยเย็นเท่านั้นเอง)กลับมาก็นอนพัก ก่อนจะไปเล่นบาส ซ้อมมวยเสร็จแล้วก็กินข้าวเย็น ก่อนขึ้นมาทำการบ้านหน่อยแล้วนอนดูทีวีก่อนจะหลับไป
วันที่
11 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ตื่นสายเพราะเมื่อคืนดูอนิเมภาคดึกซะหลายเรื่อง มีเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับยมทูต(Jigokushoujo)ที่เป็นเด็กผู้หญีงใส่ชุดกิโมโนสีดำ หน้าเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่น เนื้อเรื่องเหมือนกับว่าเธอจะคอยมาเอาวิญญาณของคนที่ถูกสาปจากเว็ปไซต์ไป น่าดูมากทีเดียว ตื่นมาก็กินบะหมี่สำเร็จรูปกับไข่ต้ม ก่อนจะนั่งทำการบ้านที่เหลือแล้วก็ลงไปวาดรูปตุ๊กตาญี่ปุ่นตัวที่ตั้งอยู่หน้าทีวีหน้าศูนย์ วาดเสร็จก็ออกไปเล่นไวโอลิน เล่นอยู่ก็มีเด็กผู้หญิง อายุราวสิบขวบขี่จักรยานมาจอดเล่นๆ อยู่ข้างๆ สักพักก็ปั่นจักรยานหนีไปแล้วก็กลับมาอีก หน้าเหมือนยมทูตในการ์ตูนเลย เล่นเอาตกใจหมด พอผมเอายางสนมาถูโบว์ไวโอลิน เธอก็เข้ามาถามอะไรก็ไม่รู้ พอเห็นผมงงๆ ก็เข้ามาชี้ที่ก้อนยางสนแล้วก็ถามว่านี่อะไร ผมก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี ก็เลยบอกไปว่ามันคือ เรซิ่น เธอก็ยังงง ผมก็บอกว่ามาจากต้นไม้ เธอก็บอกว่าไม่เข้าใจ แล้วก็ไปเล่นกับหมาตัวเบ้อเริ่มใหญ่กว่าตัวของเธอซะอีก ผมซ้อมไวโอลินกับขลุ่ยเสร็จก็เดินกลับ เจ้าหล่อนยังอุตสาห์มาปั่นจักรยานโชว์ซะอีกแนะ ว่าแต่ว่าทำไมเด็กญี่ปุ่นถึงได้เข้าใจว่าผมเป็นคนญี่ปุ่นทุกทีสินา กลับมาก็ขึ้นมาทำ picoblaze ต่อแล้วก็กินบะหมี่สำเร็จรูปไปอีกสองซอง รู้สึกเอียนๆก็เลยนอนพักหน่อย ก่อนจะไปซื้อขนมปังกับชามากินกับคุณปุ๋ยแล้วก็พี่กัง กลับมาก็เขียนไดอารี่แล้วก็อ่านหนังสือก่อนจะเข้านอน

วันที่
12
กุมภาพันธ์ 50
วันนี้ตื่นแต่เช้าเพราะเมื่อคืนโดนผีหลอก ระหว่างที่กำลังทำการบ้านอยู่ จู่ๆก็ได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะดังมาจากข้างหลัง ฮิ ฮิ ฮิ พอหันกลับไปดูก็ไม่มีอะไร แถมห้องที่ผมอยู่ก็เป็นชั้นสี่มีแต่ผู้ชายด้วย ทีวีกับวิทยุก็ไม่ได้เปิด คืนนั้นเลยต้องสวดมนต์ก่อนนอนซะงั้น หลังจากตื่นก็ลงไปกินข้าวแล้วก็กลับมาทำ picoblaze ต่อจากเมื่อวาน จนแม่บ้านมาเคาะห้องเพื่อทำความสะอาด ผมจึงต้องลงไปคัดคันจิข้างล่างก่อนจะไปกินข้าวเที่ยงแล้วก็ไปร้องคาราโอเกะ น้องตาโตอุตสาห์มาตั้งเครื่องให้ด้วย ทว่ามีคนมาร้องด้วยไม่กี่คน สักพักก็เหลือผมร้องอยู่คนเดียว เหงาจัง กลัวผีหลอกอีกต่างหาก ก็เลยกลับขึ้นมานอนบนห้องจนถึงตอนเย็นๆถึงลงไปเล่นบาสแล้วก็ซ้อมมวย หลังกินข้าวเย็นก็ขึ้นมาเขียนเรียงความต่อก่อนจะเขียนไดอารี่แล้วก็เข้านอน
วันที่
13 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ก็ตื่นตามปกติแล้วก็กินข้าวเช้าเป็นยากิโซบะกับ ปลาทอด แล้วก็ไปเรียนคาบเช้า เรียนเสร็จก็ไปกินข้าวเที่ยงเป็นเทนดง แล้วก็เรียนคาบบ่าย ซึ่งพี่กังกับพี่เชดต้องสอบคันจิร้อยตัวให้ผ่านจึงจะได้ขึ้นคันจิสามร้อยตัว แต่ทั้งคู่ก็สอบผ่านได้อย่างง่ายดาย แม้จะดูน่ากังวลอยู่บ้างก็ตามที เสร็จแล้วก็ไปซ้อมมวยกับกวงวันนี้มันเล่นซะน่วมเลย ล้มจริงตั้งหลายหน แล้วก็ไปกินข้าวเย็น หลังจากนั้นก็คุยกับพวกคุณปุ๋ยเรื่องไป walk rally เสร็จแล้วก็ขึ้นมาซักผ้าแล้วก็ทำการบ้านกับ picoblaze เสร็จแล้วก็เข้านอนตอนเที่ยงคืนกลัว เหนื่อยมากๆ
วันที่
14 กุมภาพันธ์
50 (Valentines
day)
วันนี้ตื่นเกือบไปกินข้าวเช้าไม่ทัน รีบกินแต่ก็ออกจากโรงอาหารเป็นคนสุดท้าย หลังจากเรียนคาบเช้าเสร็จก็ไปทำกิจกรรม walk rally แต่วันนี้พี่กังกลับมาสาย ทำให้ทุกคนต้องวิ่งตามหากันจ้าละหวัน แต่ปรากฏว่าแกเข้าใจผิด ไปรอพวกเราที่สถานนีรถไฟใต้ดินซะงั้น หลังจากนั้นเราก็ไปตามที่ต่างๆตามที่ได้วางแผนไว้ ก็มีหลงๆกันบ้าง แต่โดยรวมก็ทำได้ดี พอหมดเวลาทุกคนก็แยกย้ายกันไปเที่ยวต่อ ผมไปนิฮอนบาชิเพื่อซื้อสายRS232 แต่ดันไปขึ้นสถานีที่ไม่คุ้นเคยก็เลยเดินหลงอยู่เกือบชั่วโมง แต่ก็ไปถึงจนได้ แม้จะดึกไปหน่อย พอไปถึงก็เดินหาทันที แต่ปรากฏว่าแพงมาก ราคาตั้งพันเจ็ดร้อยกว่าเยน ผมเลยเดินไปอีกร้านหนึ่งที่เคยมาซื้อสว่านมือ ที่นี่ขายราคาพันสามร้อยเยน ก็เลยซื้อซะที่นี่ซะเลย ถึงราคาจะแพงกว่าบ้านเราหลายเท่าก็เหอะ กลับมาก็รีบไปกินข้าวทันทีเพราะกลัวจะไม่ทันเวลาอาหารเย็น เสร็จแล้วก็ขึ้นมาทำการบ้าน เขียนไดอารี่ก่อนจะเตรียมตัวเรื่องที่จะพูดหน้าห้องเรียนในวันพรุ่งนี้ แล้วก็เข้านอนไป
วันที่
15 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ไม่กินข้าวเช้าเพราะอยากจะซ้อมสุธรพจน์ให้ดีก่อน เสร็จแล้วก็ไปเรียนเลย พอถึงเวลาที่จะต้องพูด ก็ทำได้ค่อนข้างดี ตอนบ่ายก็มี free talk กับคนญี่ปุ่น วันนี้ได้คุณป้าชื่อ CONDO Toshiko แกบอกว่าเคยไปเมืองไทยเมื่อสิบปีที่แล้วด้วย แถมตอนท้ายคุณป้าก็ชวนไปที่สวนสาธารณะ Nagai ตอนบ่ายโมงวันอาทิตย์ด้วย ไอ้ผมก็ด้นคิดคำปฏิเสธไม่ออกก็เลยตอบตกลงไป หลังจากนั้นก็ขึ้นมางีบสักหน่อยก่อนจะไปเล่นบาสแล้วก็ซ้อมมวยต่อ หลังจากข้าวเย็นก็ขึ้นมาอาบน้ำ ทำการบ้าน แล้วก็เขียนไดอารี่ก่อนจะเข้านอน
วันที่
16 กุมภาพันธ์ 50
วันนี้ก็ไม่ตื่นไปกินข้าวเช้าอีกวันเพราะรู้สึกว่านับวันมันจะยิ่งไม่อร่อยเพิ่มขึ้นทุกที ตอนเย็นหลังจากเรียนเสร็จก็ขึ้นไปนอนแป๊บหนึ่งก่อนจะไปซ้อมมวยครั้งสุดท้ายก่อนแสดงจริงซึ่งก็ต้องใส่กางเกงมวยกับคาดประเจียดที่ทำจากเสื้อที่มีคนทิ้งไว้ด้วย ระหว่างที่ซ้อมก็ถ่ายวีดีโอไปด้วยก่อนจะไปกินข้าวเย็นแล้วก็ไปดูของที่ได้รับคำถามจากคุณนากะให้ไปทำตอนไป walk rally ที่ห้าง ก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้วันเกิดพี่กังก็เลยหุ้นกับคุณปุ๋ยซื้อเค้กมองบรังมาให้พี่กังแล้วก็กลับมาฉลองกับทุกๆคน ก่อนจะกลับมาทำการบ้านต่อที่ห้องของตัวเอง แล้วก็เข้านอนตอนดึกๆ

วันที่
17 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ก็ไม่ตื่นไปกินข้าวเช้าเช่นเคย
เนื่องจากเบื่ออาหารเช้าแบบสุดๆ
ก็เลยดื่มชาไปสองแก้วก่อนจะไปเรียนคาบเช้าแล้วก็ค่อยกินข้าวเที่ยง
ก่อนจะไปแสดงมวยไทยและดาบไทยที่ศูนย์อาหาร ตอนแรกก็นึกว่าจะใหญ่มากๆ
แต่ก็แค่งานเลี้ยงเล็กๆเท่านั้นเอง การแสดงของพวกเราผ่านไปได้ด้วยดี
แม้จะมีข้อผิดพลาดบ้างเล็กๆน้อยๆ เพราะความตื่นเวที หลังจากนั้นทุกคน
(ยกเว้นผม)ก็ดื่มกินกันเต็มที่
หลังจากกลับมาแช่น้ำก่อนจะไปกินข้าวเย็นแล้วก็ทำรายงานตอนไป walk
rally จนเสร็จตอนเกือบสี่ทุ่ม
จึงขึ้นมาทำการบ้านเขียนไดอารี่ก่อนจะเข้านอน

วันที่
18 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ไม่มีเรียนจึงนอนตื่นสายได้ หลังจากนั้นก็ต้มมาม่ากินไปซองหนึ่งก่อนจะไปเล่นบาสกับซ้อมเล่นไวโอลิน สิบโมงกว่าก็กลับมาทีห้องเพื่อทำการบ้าน แล้วก็ลงไปวาดรูปตุ๊กตาก่อนจะออกไปนั่งรถใต้ดินเพื่อไปพบคุณป้าCONDOตามที่ได้นัดกันไว้ที่สถานีNagai (จริงๆเดินไปก็ได้ แต่เค้านัดจะไปรับที่สถานี) พอไปถึงคุณป้าก็ให้ช็อคโกแล็ตก่อนเลยเพราะตอนคุยกันครั้งก่อนผมดันบอกไปว่าวันวาเลนไทน์ไม่ได้ซ๊อคโกแล็ตซักชิ้น แกก็อุตสาห์เอามาให้ ขอบพระคุณมากครับ จากนั้นก็พาผมไปเดินดูรอบๆสวนสาธารณะ ก่อนจะเข้าไปดูดอกไม้เมืองร้อน
เท่าที่จำได้ก็มี
กล้วยไม้ กับ ต้นกล้วย
ดอกหน้าวัว เสร็จแล้วก็จ่ายเงินอีกสามร้อยเยน เข้าไปดู

วันที่
19 กุมภาพันธ์
50
วันนี้กินเข้าเช้าตอนแปดโมงกว่า ก่อนจะเข้าเรียน วันนี้มีนักเรียนฝึกหัดมาเรียนด้วย ขออภัยด้วยที่จำชื่อไม่ได้ เค้าเป็นนักศึกษาหญิงเรียนอยู่ปีสี่แล้ว ระหว่างที่พักทานข้าวเที่ยงอยู่ปรากฏว่าเค้าก็เอาข้าวห่อที่แม่ทำมากินด้วย ผมเห็นว่าไม่ค่อยมีเนื้อหนังเท่าไร ก็เลยไปตักซุปมิโซะกับขโมยเกี้ยวซ่าจากจานของคุณเบิร์ดมาให้เค้าทานด้วย คุยไปคุยมาถึงได้รู้ว่าเค้าเคยมาที่เมืองไทยด้วยแถมเคยดูมวยไทยชกกันด้วย พอเห็นว่าผมแสดงมวยไทยเมื่อวันก่อนก็ดีใจใหญ่ เอาคลิปที่เค้าไปถ่ายไว้ตอนงานแสดงของประเทศไทยมาให้ดูด้วย ท่าทางจะชอบมาก แต่เนื่องจากพวกผมไม่ค่อยมีเวลาเท่าไรก็เลยต้องลาไปประชุมเรื่องการเรียนและรายงานเรื่อง walk rally ที่ไปทำกันมา งานค่อนข้างเยิ่นเย้อกว่าที่คิดแต่ก็จบได้ด้วยดีโดยกลุ่มพี่หมีได้พูดเรื่อง walk rally อีกรอบหนึ่ง รอดตัวไป กินข้าวเสร็จก็ไปเล่นแบ็ตบินตันกับพวกพี่ต้นจนดึก ก่อนจะกลับมาเขียนไดอารี่ ทำการบ้านและเข้านอน
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 50
วันนี้หลังจากเรียนภาษาญี่ปุ่นเสร็จแล้วก็ไปซื้อบะหมี่สำเร็จรูปที่ห้างจัสโก้เพื่อเอาไว้กินจอดไป study tour หลังจากกินข้าวเย็นก็ไปแลกขนมกับอูดงกล่องไว้กินด้วย ดึกๆหน่อยก็ไปเล่นบาสกับพวกเบิร์ดแต่สักพักพวกคนจีนดันอยากเล่นบาสทั้งสนาม ทั้งๆที่ก็มีที่ให้เล่นครึ่งสนามแล้วก็ยังไม่พอ ก็เลยต้องหลีกทางให้ (ถ้าหนึ่งต่อหนึ่งก็ยังพอสู้ไหวอยู่หรอก) กลับขึ้นมาจัดของแล้วถึงจะเข้านอน
วันที่
21 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ออกเดินทางตอน
8.55 นาที โดยมีคุณปุ๋ยมาสายเพราะลืมพาสปอร์ต
แถมพี่เด่นยังทำเซอร์ไพร์สด้วยการลืมหูฟังอีก เสร็จแล้วก็ไปที่รถไฟใต้ดิน
นั่งไปสถานีโอซาก้าเพื่อต่อชินกันเซ็นอีกทีแล้วก็ได้นั่งรถชินกันเซ็นเป็นครั้งแรก
รู้สึกว่ามันเหมือนเครื่องบิน แต่เล็กกว่า ความเร็วก็พอสมควร
แต่คงไม่ถึงสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงหรอก
ระหว่างที่นั่งก็จะมีนายตรวจตั๋วมาตรวจด้วย
แล้วก็จะมีสาวสวยมาคอยเข็นของขายด้วย
ราคาเขาบอกว่าแพงมาก
แล้วก็ไม่มีข้าวเหนียวหมูปิ้งเหมือนบ้านเราเท่านั้นแหละ
หลังจากนั่งผ่านสถานีฮิเมจิ
ก็ไปถึงยังสถานีฮิโรชิม่า ด้วยเวลาชั่วโมงครึ่งเท่านั้น
หลังจากนั้นก็นั่งรถรางไปยัง Peace Memory
Park & Museum เข้าไปก็เจอ
เกมบาคุโดม (原爆ドーム)
เป็นโดมที่อยู่ห่างจากจุดที่ถูกทิ้งระเบิดนิวเครียส์ไปประมาณ
ร้อยกว่าเมตร และยังเหลือซากตึกให้ดูอยู่ โดยที่ฮิโรชิม่า
ถูกระเบิดนิวเครียเมื่อวันที่ 6
สิงหาคม ปีโชวะที่ 20 โดยระเบิดแตกตัวเหนือพื้นดินราวหกร้อยเมตร
กินรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรจนเมืองทั้งเมืองราบเป็นหน้ากลอง
ระหว่างที่เดินไปยังสถานที่จัดแสดงก็ผ่านอนุสาวรีย์ของซูซูกิ ซาดาโกะ
เด็กหญิงที่พับนกกระเรียนกระดาษพันตัวเพื่อขอให้ตัวเองหายจากมะเร็งที่เกิดจากกัมมันตรังสีของระเบิดนิวเครียส์
แม้ว่าเธอจะดีขึ้นแต่ท้ายที่สุดเธอก็ได้เสียชีวิตลง
อนุสาวรีย์เป็นรูปทรงจรวจมีรูปปั้นของซาดาโกะ ยืนถือนกกระเรียนไว้บนศรีษะ
รอบๆก็มีนกกระเรียนที่ผู้คนทั่วโลกพับมาให้
ต่อจากนั้นก็เดินไปยังอนุสาวรีย์เสรีภาพที่มีโคมไฟเล็กๆจุดไว้บนแท่นรูปมือบานออกโดยกล่าวกันว่า
หากวันใดที่โลกมีสันติภาพโดยแท้จริงแล้ว ไฟแห่งความหวังแห่งนี้ก็จะดับลง
(ส่วนตัวผมว่าคงอีกนาน)ระหว่างที่เดินอยู่ก็มีพวกเด็กๆประถมมาถามคำถามเป็นภาษาอังกฤษ
ประมาณว่า ชื่ออะไร มาทำอะไรที่ญี่ปุ่น และจะอยู่กี่วัน
ถามเสร็จก็ให้ของขวัญเป็นแผ่นการ์ดพับได้ ผมก็เลยขอถ่ายรูปด้วย
โดยให้เบิร์ดช่วยถ่ายให้
หลังจากนั้นก็เข้าไปดูในที่จัดแสดงซึ่งก็มีแบบจำลอง
และข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกระเบิดจนผิดรูปไปเช่น
ขวดน้ำแก้วที่บิดไปเพราะความร้อน
แผ่นคอนกรีตที่หลอมละลาย
เดินดูไปหน่อยก็เจอแบบจำลองและรูปถ่ายของคนที่โดยความร้อนจากระเบิดจนผิวหนังหลุดลุ้ย
ตาบอดผมเผ้าไหม้เกรียม ฟังคำบรรยายแล้วน้ำตาจะไหล
เค้าบอกว่ามือหนึ่งก็กุมศพลูกน้อยไว้ในอก เนื้อที่หลุดเจ็บไปจนถึงกระดูก
ไม่รู้ว่าตัวเองยังอยู่หรือตายไปแล้วกันแน่
ดูนิทรรศการที่นี่แล้วก็รู้สึกหดหู่จริงๆ
แต่ส่วนตัวผมก็ว่ามันเป็นเวรเป็นกรรมที่ประเทศเค้าไปทำไว้ตอนทำสงครามนั้นแหละ
แต่การให้เด็กกับผู้หญิงมารับเคราะห์ที่ไม่ได้ก่อนี่มันก็ไม่ยุติธรรมอยู่ดี
ผู้ชายฆ่ากันมันก็เป็นเรื่องธรรมดา สู้กันซึ่งๆหน้ากว่านะคุณลุงแซม
ดูเสร็จแล้วก็กลับมานั่งรถรางไปต่อสายJRไปต่อนั่งเรือเฟอรี่ข้ามไปยังเกาะ
Miyajima เพื่อเข้าพักที่โรงแรม
miyarikyu ตอนลงจากฝั่งก็มีพวกก็มารับพวกเราด้วย
พวกมันเชื่องมาก
แถมคุณนากะยังบอกว่าพวกมันชอบกินกระดาษด้วย(โดยเฉพาะแบงค์หมื่นเยน)พอเข้าพักที่นี่เสร็จแล้วก็เปลี่ยนชุดเป็นยูกาตะ
แล้วก็ไปกินอาหารแบบญี่ปุ่นชุดใหญ่ มีหม้อไฟหอยนางรม
สเต็กเนื้อแบบพัดสดๆร้อนๆ
หัวปลาไทอบซิอิ้ว ข้าวหุงแบบโบราณ กินเสร็จแล้วผมก็ออกไปดู
โทริ
ที่ตั้งอยู่กลางน้ำระหว่างทางก็เจอตัวทานุกิสองตัววิ่งขึ้นมาจากชายหาดด้วย
ตัวมันกลมๆมีขนสีน้ำตาล ตัวหนึ่งคาบปลา
พอเห็นผมก็หยุดมองหน่อยหนึ่งก่อนจะวิ่งหนีขึ้นเขาไป
พอดูโทริเสร็จผมก็กลับมาคัดคันจิและคำเสร็จก่อนจะเข้านอนไปตอนเที่ยงคืน

วันที่
22 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ตื่นตอน 6.30 นาที แต่งัวเงียเพราะเมื่อคื่นพี่ต้นกับใครสักคน กรนซะดังสนั่นหวั่นไหวจนนอนไม่หลับ(ขนาดเอาทิชชู่อุดหูตามด้วยผ้าห่มคลุมแล้วนะ)หลังจากนั้นก็ไปแช่ที่อาบน้ำรวมที่ชั้นห้า พอเข้าไปก็เจอคุณนากะในชุดวันเกิดเลย ผมคงจะจำติดตาไปจนวันตายเลยเนี่ย มีพวกคุณปุ๋ย พี่เด่น เจ้าเต้อยู่ด้วย หลังจากกลับไปเอาผ้าเช็ดตัวมาผมก็ลงไปแช่สักพักก่อนจะขึ้นมาแต่งตัว แล้วก็ไปวาดรูปโทริ ระหว่างวาดรูปอยู่ก็เจอเจ้หมีกับเต้มาถ่ายรูปกันด้วย หวานกันซะไม่มีละ พอได้เวลาพอสมควรก็กลับมากินข้าวเช้า โดยก่อนจะกลับขึ้นห้องไปเก็บของผมก็ลองไปแอบเล่นเปียโนที่กลายเป็นที่วางแก้วชาไป มีคุณตากับคุณยายมาชมว่าเพราะด้วยละ หลังจากเช็คเอาท์แล้วทุกคนก็ไปดูศาลเจ้าชินโตบนเกาะกัน (เกาะนี้ห่างจากตัวเมืองฮิโรชิม่าราวยี่สิบกิโลจึงไม่ได้รับผลกระทบจากระเบิดนิวเครียส์ในเวลานั้น) เสาโทริที่ตั้งอยู่กลางทะเลนั้น จริงๆจะถูกสร้างด้วยต้นคุสุที่ใหญ่มากๆทุกๆหนึ่งร้อยปีโดยจะวางไว้บนก้อนหินไม่มีการตอกเสาเข็ม แต่ปัจจุบันหาตั้นคุสุใหญ่ๆแบบนี้ไม่ได้แล้ว(เค้าบอกว่ามีกลิ่นเหมือนการบูร) โดยน้ำทะเลที่นี่เป็นทะเลปิดซึ่งจะขึ้นและลงทุกๆหกชั่วโมง ตอนที่น้ำลงจะเห็นชาวบ้านมาหาหอยอาซาริกันด้วยโดยเค้าบอกว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้าน่ะ พอเข้าไปในศาลเจ้าทุกคนก็ถ่ายรูปกันใหญ่ แล้วคุณนากะก็สอนวิธีการคำนับแบบชินโตให้โดย ให้สั่นกระดิ่งปลุกเทพเจ้าแล้วก็โยนเหรียญที่จะบริจาคก่อนแล้วก็โค้งสองครั้ง ตบมือสองครั้ง แล้วก็โค้งอีกหนึ่งครั้ง หลังจากดูกันเสร็จพวกเราก็กลับมาโรงแรมก่อนจะขึ้นเรือกลับมาที่แผ่นดินใหญ่ เพื่อนั่ง JR ไปขึ้นชินกันเซ็นเพื่อไปยังนาโกย่า ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง หลังจากมาถึงก็นั่งรถเมล์ไปยังโรงงานผลิตเบียร์ ASAHI
เพื่อเยี่ยมชมการผลิต โดยโรงงานแห่งนี้สามารถผลิตเบียร์ได้ถึงประมาณ 100 สิบล้านกระป๋องต่อปี โดยกระบวนการผลิตจะเริ่มจากการต้มข้าวบาร์เลย์แล้วใส่ใบฮอบลงใบเพื่อให้มีรสขม แล้วก็ใส่ยีสต์ลงไปหมักประมาณสามเดือนก็จะได้น้ำสีน้ำตาลแล้วจึงกรองยีสต์ออกไป ก็จะได้เบียร์ออกมา นอกจากนี้ โรงงานแห่งนี้ยังเป็นโรงงานที่ไม่มีของเสียซึ่งก็คือเขาเอาวัสดุที่เหลือจากหลังจากดูกระบวนการผลิตมาใช้งานหมด เช่น เศษเปลือกข้าวบาร์เลย์ก็เอาไปทำอาหารสัตว์ ขวดพลาสติกก็เอามาทำเส้นใยทำเสื้อผ้า ซึ่งชุดของประชาสัมพันธ์สาวสวยใส่ก็ทำมาจากขวดพลาสติกเช่นกัน(มีคนขอสัมผัสด้วย แต่เป็นที่หุ่นลองเสื้อนะ)หลังจากดูกระบวนการผลิตกันเสร็จแล้วพวกเราก็ได้ดื่มเบียร์ฟรีพร้อมกับกับแกล้มด้วย โดยคนที่ดื่มได้มากที่สุดก็คือคุณต่าย เล่นไปห้าแก้ว ส่วนคนที่น้อยที่สุดก็คือผม เพราะไม่ดื่มเลย ดื่มแต่น้ำผลไม้ หลังจากนั้นพวกเราก็ขึ้นยัง CKC ซึ่งอยู่ไกลจากผู้คนแสงสีมากทีเดียว หลังจากเข้าพักผมก็ออกไปเล่นฝิตเนสหน่อยหนึ่งก่อนจะกลับมาวาดรูปตุ๊กตาฮินะที่จัดแสดงอยู่ แล้วจึงขึ้นมาเขียนไดอารี่ ท่องคำศัพท์ คัดคันจิแล้วจึงเข้านอน

วันที่
23 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ตื่นตอนเจ็ดโมงเช้า อาบน้ำ กินบะหมี่สำเร็จรูป แล้วจึงเก็บของลงมาเตรียมไปดูโรงงานผลิตของโตโยต้าที่โรงงาน motomachi วันนี้นำทีมสายโดยพี่กังและพี่เด่น แต่ก็มาถึงได้ตามเวลา ประชาสัมพันธ์สาวพาพวกเราดูกระบวนการประกอบรถโดยปรกติแล้วรถยนต์จะมีกระบวนการผลิตทั้งสิ้นสี่ขั้นตอนได้แก่
1. Stamping เป็นการตัดเหล็กเป็นชิ้นๆแล้วทำการขึ้นรูป
2. Welding เป็นการเชื่อมชิ้นส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน โดยปัจจุบันจะใช้หุ่นยนต์
3. Painting เป็นการพ่นสี โดยรอบแรกจะพ่นกันสนิม รอบสองพ่นให้พิวเรียบและรอบสามจึงจะพ่นสี
4. Assembly เป็นการประกอบชินส่วนต่างๆเข้าด้วยกัน
ในตอนเดินชมโรงงานมีรายละเอียดต่างๆมากมาย แต่ขอไม่บอกไว้ในที่นี้เพราะเดี๋ยวอาจจะเดือดร้อนได้ พอดูกันเสร็จเราก็ไปยัง Toyota Kaikan Exhibition Hall โดยเป็นสถานที่แสดงรถยนต์รุ่นใหม่ๆและหุ่นยนต์ของโตโยต้า หลังจากเยี่ยมชมเสร็จแล้วก็ไปกินข้าวเที่ยงกันที่พักรถที่เป็นที่นิยมแต่ผมจำชื่อไม่ได้ ผมกินข้าวกับคัททซึดงที่มีชื่อของนาโกย่าตามที่คุณนากะบอก แล้วก็กินซาลาเปาใส้หมู ตามเจ้หมี ที่นี่มีร้านขายข้าวเกรียบให้ชิมฟรีมากมายด้วย ผมกินจนเบื่อที่เดียว พอจะขึ้นรถผมก็เห็นพี่เชดซื่อกาแฟแถมโมเดลจิ๋วมาด้วย ผมก็ซื้อมาด้วยเป็นชุดจำลองรถไฟเล็กๆน่ารักมาก หลังจากนั้นพวกเราก็ไปยัง Toyota Commemorative Museum of Industry and Technology โดยเป็นสถานที่แสดงความเป็นมาของโตโยต้า ซึ่งจริงๆแล้วเค้าเริ่มธุรกิจมาจากการทำเครื่องทอผ้า หลังจากดูครบทุกห้องแล้วพวกเราก็มาดูหุ่นยนต์ Toyota Partner Robot (ผมว่าเค้าพยายามจะสร้างตาม ASIMO น่ะนะ ) เนื่องจากชื่อยาว ผมก็เลยย่อให้เป็น ToParRo แล้วกัน โดยเจ้าหุ่นตัวนี้เค้าบอกว่ามันมีปอดเทียมทำให้เป่าทรับเป็ดได้เหมือนคน หลังจากฟังมันเล่นเพลงไปสามเพลง พวกเราก็นั่งรถกลับไปขึ้นชินกันเซ็นกลับมายัง KKC หลังจากกินข้าวเย็นแล้ว ผมก็ขึ้นมาซักผ้า เขียนไดอารี่ แล้วก็เค้านอนตอนหลังเที่ยงคืน

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 50
วันนี้ตื่นหลังจากเรียนคาบเช้าก็รีบกินข้าวเที่ยงเพราะมีกิจกรรม Home stay ตอนบ่ายโมง มีคนญี่ปุ่นมาสองคนมาพาไปนั่งรถไฟไปทำกิจกรรมที่ตึกแห่งหนึ่ง พอไปถึงก็พบกับคนกลุ่มหนึ่งแล้วก็ทำกิจกรรมด้วยกับ แบบว่าร้องรำทำเพลงอะไรแบบนี้ พอพบกับคุณ TanTan (เค้าใช้ชื่อเล่นกันนะ) ก็แยกย้ายไปกันตามแต่ละโฮสต์กัน ซึ่งผมก็ไปพร้อมกับคนอินโดเนเซียอีกคน รู้สึกจะชื่อชูโก อะไรประมาณเนี่ยแหละ พวกเราก็นั่งรถไฟไปถึงโกเบเสร็จแล้วก็ขึ้นไปยังตึกแห่งหนึ่ง สักพักก็มีพวกครอบครัวฮิปโปมาทำกิจกรรมร่วมกัน แบบว่าร้องเพลง เต้นรำ แล้วก็หัดพูดภาษาต่างประเทศกัน ใช้เวลาไปสองสามชั่วโมง ก่อนจะแยกจากกันไป ผมกับชูโกซังก็ถูกพาตัวไปยังอพาร์ทเมนต์ของคุณ SingSing ซึ่งเป็นคุณแม่ของ โชจัง เด็กผู้ชายหัวโจกตัวแสบ ชอบนำพวกเพื่อนๆไปเล่นซนกันจนถูก SingSing ดุอยู่บ่อยๆ สักพักทุกคนก็มาชุมนุมกันอีกรอบ แล้วก็กินข้าวสุชิด้วยกัน มีพิซซ่า(แบบอิตาลี่อะนะ ไม่อร่อยหนานุ่มเหมือนที่บ้านเรา)กินกันเสร็จก็พูดคุยกันนิดๆหน่อยก่อนจะแยกย้ายกัน ชูโกซังก็อยู่กับครอบครัวของ SingSing ส่วนผมก็ไปกับ TanTan,TonTon (TonTon เป็นสามีของ TanTan ครับ)ไปถึงก็เจอลูกชายคนโตเขากำลังเล่นคอมอยู่ กับเจ้าหมาน้อยที่ชื่อ Mick เป็นหมาที่เชื่องมาก สั่งให้นั่งก็นั่ง ให้รอก็รอ หลังจากกินไอติมด้วยกันก็ไปอาบน้ำ คุยกับ TonTon นิดหน่อยก่อนจะเข้านอนด้วยที่ฟูกนอนแบบญี่ปุ่นไป
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 50
วันนี้ตื่นตอนแปดโมงกว่า หลังจากอาบน้ำก็นอนรออยู่สักพัก แล้วก็กินเข้าข้าวกับ TonTon และ TanTan เป็นกาแฟ สลัดหัวไชเท้ากับแอ็ปเปิดใส่น้ำส้มสายชูกับน้ำตาลแล้วก็อะไรก็ไม่รู้อีกหนึ่งอย่าง ฟังไม่ออก ขนมปัง แล้วก็ขนมปังปิ้ง กินกันเสร็จแล้วก็สอนภาษาไทยให้กับ TonTon ก่อนจะไปเล่นไวโอลินด้วยกัน คุณ TonTon ชอบเล่นเพลงแจ็สมาก ผมก็เลยเล่นเพลงของในหลวงให้ฟัง บรรยากาศน่ารื่นรมมากทีเดียว แต่เนื่องจาก TonTon ต้องไปเรียนดนตรีเราก็เลยต้องจากกันก่อน ผมก็เลยให้ซีดีของในหลวงให้กับเขาไป ก่อนจะออกไปกับ TanTan เพื่อไปกินข้าวเที่ยงกับชูโกซัง กินโอโคโนมิยากิ ซูชิห่อใบไม้ แล้วก็ยากิโซบะ กินกันเสร็จก็นั่งคุยกันหลายๆเรื่อง เล่นกับพวกเด็กด้วย สักพักก็มีใครสักคนพูดถึง Thai massage ขึ้นมา คุณ TanTan ก็เลยบอกว่าผมนวดเป็น คุณ Sophia ก็เลยขอให้ลองนวดให้หน่อย นวดไปแกก็ร้อง Kimochiiii ไปด้วย ออกจะติดเรทไปหน่อยนะ ก็เลยด้วยให้แค่ขากับคอเท่านั้น เสร็จแล้วก็นวดให้คุณ TanTan ต่อ รู้สึกว่าเด็กผู้หญิงสองคนชื่อ Maeru (สามขวบ) กับ Anna (ห้าขวบ)แกเห็นผมช่วยนวดให้พวกแม่ๆ แกก็เลยอยากจะลองนวดให้ผมมั่ง พอผมนั่งพักดื่มน้ำ เด็กน้อยทั้งสองคนก็เข้ามาทุบไหล่ให้ผมด้วย รู้สึกดีใจเหมือนกัน เพราะตอนแรกๆดูพวกแกจะกลัวๆผมอยู่หน่อย หลังจากพวกแกทุบไหล่ให้ผมก็เหมือนกับว่าเป็นเพื่อนกันได้ พวกแกยอมให้ผมอุ้มด้วย เวลาเด็กผู้หญิงญี่ปุ่นหัวเราะ น่ารักมากจริงๆ จนผมรู้สึกอยากมีลูกสาวอย่างงี้มั้งจัง(แต่ยังหาแฟนไม่ได้เลย (-_-;) ก่อนจะจากกันพวกเราทั้งหมดก็ร่วมกันร้องเพลงอินโดเนเชียด้วยกันกับคุณชูโก ระหว่างที่เดินไปขึ้นรถ ปรากฏว่าซูโกซังดันลืมเครื่องเล่น MP4 ไว้ ก็เล่นต้องเปลี่ยนแผนให้คุณ TanTan มาส่งที่สถานี ระหว่างที่รอซูโกไปเอาเครื่องเล่น ผมก็ให้ของที่ระลึกจากเมืองไทยแก่คุณ TanTan ด้วย เมื่อมาถึงสถานีเจอาร์ พวกเราก็ล่ำลาคุณ TanTan แล้วก็นั่งรถไฟเจอาร์มาลงที่สถานีโอซาก้า แล้วก็ต่อรถไฟใต้ดินมาลงที่อาบิโกะ มาถึงผมก็อาบน้ำ กินข้าวถั่วแดงที่ให้มาเป็นของฝาก แล้วก็ทำการบ้านจนดึกก่อนจะเข้านอน
วันที่
26 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ตื่นมาก็ไม่กินข้าวเช้าเพราะรู้สึกเพลียๆ จากการเดินทางติดต่อกันหลายๆวัน ตอนเรียนคาบเช้าก็มึนๆอยู่ พอตอนบ่ายก็มีเรียนการพูดภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้อง ได้รับความรู้หลายๆอย่างเกี่ยวกับการออกเสียง เช่น shi chi tsu จริงๆแล้วต้องออกยังไง เสร็จแล้วผมก็ไปถามคุณกนกพร ว่า คู่กรรม เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นยังไง เพราะตอนที่เรียงความหน้าชั้นว่าจะแสดงละครเรื่องคู่กรรมให้ดูกัน พอถึงตอนเย็นก็กินข้าว แลกขนมแล้วก็ขึ้นมาเขียนไดอารี่สามวันรวด ทำการบ้านแล้วก็เขียนเรียงความจนดึก ถึงเข้านอน
วันที่
27 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ไม่กินอะไรตอนเช้า แบบว่าเบื่อได้ใจแล้ว ก็ไปเรียนเลย วันนี้มีนักเรียนฝึกหัดเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นเกาหลีด้วยน่ารักมาก แต่คุณปุ๋ยดันได้ไป(คุย)คนเดียวเพราะท่านดันแยกไปเรียนคนเดียว อาจารย์ก็เลยให้เขาไปนั่งสอนด้วย จบกัน ตอนบ่ายก็ให้อาจารย์ซาวาดะช่วยตรวจบทเรียงความเรื่องคู่กรรมให้ แกก็ช่วยดูให้ด้วยความรู้สึกว่า ไอ้พวกนี้มันจะทำอะไรกันแน่หว่า แต่ในที่สุดแกก็ยอมให้เล่น ตอนเย็นก็กินสิ่งที่เหมือนกับต้มข่าไก่กับวุ้นเส้น ใส่ไข่ต้มด้วย(ครึ่งใบ)กินเสร็จก็แลกขนมไว้กิน การ์ดอาหารของคุณต่ายดันใช้งานไม่ได้ ผมว่าเป็นเพราะเอาไปไว้ใกล้แม่เหล็กหรือเปล่าไม่รู้ เสร็จแล้วก็ลงมาเล่นแบ็ตกับพวกเพื่อนๆ แต่เล่นได้สักชั่วโมง พวกคนจีนกับพวกพิลิปปิน(ซึ่งก็นับสัน(ดาน)ชาติว่าเป็นคนจีนด้วย)ก็มาเล่นบาสกดดันอีก พวกมันคงจะเล่นทั้งสนามเหมือนคราวก่อน พอพวกผมเห็นว่าเดี๋ยวจะมีเรื่องก็เลยกลับ แต่พวกมันก็บอกให้พวกเรามาเก็บเสาแบ็ตซะงั้น พูดประมาณว่า มึงเล่นก็ต้องเก็บสิ ผมก็ได้แต่คิดในใจว่า ก็มึงอยากเล่นทั้งสนามก็เก็บเองสิวะ ไม่กล้าพูดออกไปหรอกเพราะเดี๋ยวจะมีเรื่องซึ่งก็คงไม่ดีเท่าไรกับโครงการ จะว่าไปเมื่อก่อนผมก็ไม่อคติกับคนจีนเท่าไรนะ แค่รู้สึกว่ามันพูดกันเสียงดังโฉงฉางไม่มีมารยาทเท่านั้นเอง แต่พอมาที่นี่ถึงได้รู้ว่า มันไม่มีดีอะไรเลยสักอย่าง แซงคิวเวลากินข้าวเงี้ย พอมีเกี้ยวน้ำกับกีวีพวกนี้ก็ตักตุนกันแบบว่าน่าเกลียดมาก แถมเวลาขึ้นลิฟต์มาก็คุยกันเสียงดังอีก (ห้องผมอยู่หน้าลิฟต์พอดี)แล้วก็ยังเล่นขลุ่ยจีนซะเสียงดังออกมาจากห้อง เวลาทำกิจกรรมมันก็ไม่ทำกับเค้า อย่างตอนที่พวกผมต่อยมวยไทยโชว์มันก็ไม่แสดงอะไรสักอย่าง ให้พวกเวียดนามแสดงสองรอบจน ผมละงงเลยว่าทำไม่ญี่ปุ่นยังให้ทุนพวกนี้อีก ผมว่าถ้าไม่ใช่ว่าญี่ปุ่นต้องพึ่งแรงงานราคาถูกกับต้องไปตั้งโรงงานในจีน เค้าก็คงไม่อยากเสวนากับพวกนี้เท่าไรนักหรอกนะ พูดแบบนี้พวกคนจีนในไทยคงน้อยใจแย่แต่ก็เป็นเรื่องจริงอะนะ ว่าแล้วผมก็อ่านหนังสือต่อ ทำการบ้านแล้วก็ค่อยเข้านอน
วันที่
28 กุมภาพันธ์
50
วันนี้ไม่กินข้าวเช้าอีกเช่นเคย ไปเรียนแล้วก็กินข้าวเทียง ก่อนจะไปฟังสัมมนาเรื่อง Cross culture โดยคุณนากะ เกี่ยวกับเรื่อง culture shock, ความแตกต่างระหว่างคนไทยกับคนญี่ปุ่นเสร็จตอนสี่โมงครึ่งก็ออกไปวิ่งแถวมหาวิทยาลัยกับริมฝั่งแม่น้ำ ลมตีซะหน้าชาเลยทีเดียว กลับมาก็กินข้าวเย็น แต่วันนี้คนน้อยลงไปเยอะทีเดียวเพราะพวกคนไทยที่มาก่อน แล้วก็คนจีนบางส่วนก็ออกไปแล้ว ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เรื่องจะได้น้อยๆลองหน่อย แต่ไอ้คนจีนที่เป่าขลุ่ยเสียงดังชั้นเดียวกับผมมันดันยังอยู่นี่อะดิ กรรม ขึ้นห้องมาก็ทำการบ้าน เขียนไดอารี่แล้วก็ค่อยนอน
>>ดูบันทึกของเดือนมีนาคม<<
>> กลับไปที่หน้านิยาย<<